แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก: เลือกยังไงให้ตรงสาเหตุ ไม่แสบ ไม่แห้งตึง

หนังศีรษะลอกเป็นปัญหาที่เจอบ่อยกว่าที่คิด บางคนเห็นเป็นขุยเล็กๆ เหมือนผงแป้ง บางคนลอกเป็นแผ่น มีอาการคัน แดง หรือแสบหลังสระผม สิ่งที่ทำให้หลายคนวนลูปคือ “เลือกแชมพูผิดสาเหตุ” ใช้ไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าหนังศีรษะยิ่งแห้งตึง หรือยิ่งคันกว่าเดิม

หนังศีรษะลอกเกิดจากอะไรได้บ้าง (ทำไมต้องแยกสาเหตุ)

อาการ “ลอก” ไม่ได้แปลว่าเป็นรังแคเสมอไป และไม่ใช่ทุกเคสที่จะใช้แชมพูสูตรแรงๆ แล้วหาย การแยกสาเหตุคร่าวๆ จะช่วยเลือกแชมพูได้แม่นขึ้น โดยทั่วไปมักเจอ 4 กลุ่มหลัก

1. หนังศีรษะแห้ง (Dry scalp)

  • ลอกเป็นขุยละเอียด สีขาวแห้งๆ
  • คันเล็กน้อยหรือคันเป็นช่วงๆ
  • มักรู้สึกตึงหลังสระผม โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็น/อยู่ห้องแอร์บ่อย

แนวคิดในการเลือกแชมพูรักษาหนังศีรษะลอก: เน้นความอ่อนโยน + เติมความชุ่มชื้น ลดการชะล้างที่แรงเกินไป

2. หนังศีรษะมันและเชื้อยีสต์/รังแค (Dandruff / Seborrheic tendency)

  • ขุยออกเป็นแผ่นหรือเป็นเกล็ดชัดขึ้น
  • อาจมีความมันร่วมด้วย โคนผมมันไว
  • คันมากขึ้นเมื่อเหงื่อออก หรือหลังใส่หมวก/อยู่ร้อนชื้น

แนวคิดในการเลือก: มองหาแชมพูที่มีสารออกฤทธิ์ช่วยจัดการเชื้อที่เกี่ยวข้องกับรังแค และควบคุมความมันแบบไม่ทำให้หนังศีรษะแห้งแตก

3. ระคายเคือง/แพ้ผลิตภัณฑ์ (Irritant/Allergic contact)

  • แสบ แดง คันหลังสระ หรือคันหลังเปลี่ยนแชมพู/ทรีตเมนต์
  • บางครั้งลอกเป็นผื่น หรือมีผิวแห้งลอกเฉพาะจุด
  • มักเกิดหลังทำสี ดัด ยืด หรือใช้สเปรย์/แว็กซ์บ่อย

แนวคิดในการเลือก: เลี่ยงน้ำหอมแรง แอลกอฮอล์บางชนิด และสารทำความสะอาดที่รุนแรง เลือกสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย

4. ภาวะผิวหนังบางอย่าง เช่น สะเก็ดเงิน/ผื่นอักเสบ (ควรประเมินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ)

  • ลอกเป็นแผ่นหนา หรือมีขอบชัด
  • แดงมาก คันมาก แตกเป็นแผล หรือมีสะเก็ด
  • เป็นเรื้อรัง หายๆ เป็นๆ หรือมีผื่นตามผิวส่วนอื่นร่วมด้วย

แนวคิดในการเลือก: อาจต้องใช้แชมพูเฉพาะทางหรือการดูแลร่วมกับแพทย์ผิวหนัง โดยเฉพาะหากอาการหนัก

เช็กตัวเองก่อนเลือกแชมพู: 5 คำถามสั้นๆ ที่ช่วยตัดตัวเลือกได้เร็ว

  • หลังสระ “ตึง แห้ง คัน” มากขึ้นหรือไม่
  • โคนผมมันไวภายใน 24 ชั่วโมงหรือไม่
  • ขุยเป็น “ผงแห้งละเอียด” หรือ “แผ่น/เกล็ด”
  • มีอาการแสบ แดง หรือคันหลังเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่
  • มีผื่น/แผล/สะเก็ดหนา หรือเป็นเรื้อรังหลายสัปดาห์หรือไม่

คำตอบเหล่านี้ช่วยเลือกทิศทางได้ว่า ควรเน้น “เติมความชุ่มชื้น”, “ลดเชื้อรังแค”, หรือ “ลดการระคายเคือง”

ส่วนผสมที่มักช่วยได้ (เลือกให้ตรงสาเหตุ)

1. กรณีหนังศีรษะแห้ง/ลอกเพราะขาดความชุ่มชื้น

มองหาคำอธิบายบนฉลากแนว “Moisturizing / Hydrating / Sensitive scalp” และส่วนผสมที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น เช่น

  • กลีเซอริน (Glycerin)
  • แพนทีนอล (Panthenol / Pro-vitamin B5)
  • อะโลเวรา (Aloe vera)
  • เซราไมด์ (Ceramides)
  • ไฮยาลูรอน (Hyaluronic acid)

หลีกเลี่ยงช่วงแรก: แชมพูที่เน้นชำระล้างหนักมาก เพราะยิ่งทำให้ตึงและลอกซ้ำ

2. กรณีลอกแบบรังแค/มัน/สงสัยเชื้อยีสต์

มองหา แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก ที่มีสารออกฤทธิ์กลุ่มลดรังแค เช่น

  • คีโตโคนาโซล (Ketoconazole)
  • ซิงก์ไพริไธโอน (Zinc pyrithione)
  • ซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium sulfide)
  • ซาลิไซลิกแอซิด (Salicylic acid) ช่วยผลัดเกล็ด (เหมาะกับบางเคส)

หมายเหตุ: หากหนังศีรษะไวมาก การใช้สารผลัดเซลล์อาจทำให้แสบได้ ควรเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป

3. กรณีแพ้ง่าย/ระคายเคืองง่าย

ให้ความสำคัญกับ “สูตรอ่อนโยน” และรายละเอียดบนฉลาก เช่น

  • Fragrance-free / ไม่มีน้ำหอม (หรือใช้น้ำหอมอ่อนมาก)
  • Hypoallergenic (ถ้ามี)
  • pH balanced (ถ้ามี)

และพิจารณาเลี่ยงส่วนผสมที่กระตุ้นการระคายเคืองในบางคน เช่น น้ำหอมจัด หรือแอลกอฮอล์บางชนิดในปริมาณสูง

3. จุดที่พลาดบ่อยตอนเลือกแชมพู ทำให้ลอกไม่หาย

1. ใช้แชมพูแรงเพราะคิดว่า “ต้องล้างให้สะอาดที่สุด”

แชมพูที่ชำระล้างแรงเกินไปอาจทำให้เกราะป้องกันผิวเสีย สมดุลน้ำมันพัง แล้วกลายเป็นลอกซ้ำ คันซ้ำ

2. เลือกสูตรรักษารังแคทั้งที่จริงๆ “หนังศีรษะแห้ง”

ถ้าลอกแบบแห้งละเอียด แต่ไปใช้สูตรที่เน้นลดมันและลดเชื้ออย่างต่อเนื่อง อาจยิ่งตึงและแสบ

3. สระผมผิดวิธี (ไม่ใช่แค่เลือกแชมพู)

ต่อให้เป็น แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก ที่ดี แต่ถ้าขยี้แรงเกิน ใช้น้ำร้อน หรือไม่ล้างออกให้หมด ก็ทำให้คันและลอกต่อได้

วิธีใช้แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก ให้มีโอกาสเห็นผลมากขึ้น

1. ระยะเริ่มต้น 1-2 สัปดาห์

  • ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรืออุ่นเล็กน้อย เลี่ยงน้ำร้อน
  • เทแชมพูลงมือก่อน แล้วค่อยชโลมที่หนังศีรษะ
  • นวดเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว (ไม่ใช้เล็บ)
  • ล้างออกให้หมด โดยเฉพาะแนวไรผม หลังหู และท้ายทอย

2. ถ้าเป็นสูตรลดรังแค/ลดเชื้อ (มีสารออกฤทธิ์)

  • มักต้อง “ทิ้งไว้บนหนังศีรษะ” 2–5 นาทีตามคำแนะนำบนฉลาก
  • ใช้ตามความถี่ที่เหมาะสม เช่น 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ แล้วสลับกับสูตรอ่อนโยนในวันอื่น

3. ครีมนวดควรวางตำแหน่งให้ถูก

  • ลงเฉพาะช่วงกลางถึงปลายผม หลีกเลี่ยงหนังศีรษะ (โดยเฉพาะคนผมมัน/มีรังแค)
  • หากจำเป็นต้องลงใกล้โคน เลือกสูตรเบาและล้างออกให้สะอาด

ควรเปลี่ยนแชมพูเมื่อไหร่ และดูผลยังไงว่า “มาถูกทาง”

โดยทั่วไป หากเลือกแนวทางถูกสาเหตุ มักเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ เช่น

  • ขุยน้อยลงทีละนิด
  • อาการคันลดลง
  • หนังศีรษะไม่ตึงหลังสระ

แต่ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ ควรพิจารณาเปลี่ยนแนวทางหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

  • แสบ แดง คันหนักขึ้นหลังใช้
  • ลอกเป็นแผ่นหนา แตกเป็นแผล หรือมีน้ำเหลือง
  • ไม่ดีขึ้นเลยหลังดูแลต่อเนื่อง 2–4 สัปดาห์
  • มีผื่นตามคิ้ว ข้างจมูก หลังหู หรือบริเวณอื่นร่วมด้วย

สรุปวิธีเลือกแชมพูรักษาหนังศีรษะลอก แบบจำง่าย

  • ลอกแห้งละเอียด + ตึงหลังสระ → ไปทาง “อ่อนโยน เติมชุ่มชื้น”
  • ลอกเป็นเกล็ด + มัน + คันมาก → ไปทาง “ลดรังแค/ลดเชื้อ + คุมมันแบบไม่ทำให้แห้งแตก”
  • แสบ แดง คันหลังเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ → ไปทาง “ผิวแพ้ง่าย เลี่ยงสิ่งกระตุ้น”
  • หนา เรื้อรัง มีแผล/สะเก็ดชัด → ควรประเมินร่วมกับแพทย์ผิวหนัง

มะเร็งมดลูกภัยร้ายที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

มะเร็งปากมดลูกคืออะไร

                มะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อไวรัส HPV ( Human Papilloma Virus ) ซึ่งจะติดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ HPV ส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นขั้นแรกของการเกิดมะเร็ง

วิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • ตรวจการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยการทำการตรวจภายใน, PAP smear, HPV Test เพื่อหาความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก
  • การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV เพื่อทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง

มีด้วยกันทั้งสิ้น 2 ชนิด

  • HPV แบบ 2 สายพันธุ์ จะป้องกันเชื้อ HPV ชนิดที่ 16 และ 18 และมีการเพิ่มสารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการป้องกัน (AZO4)
  • HPV แบบ 4 สายพันธุ์ จะป้องกันเชื้อ HPV ชนิดที่ 16 และ 18 และหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศจาก HPV 6 และ 11

วัคซีนมะเร็งปากมดลูกควรฉีดเมื่อไหร่

  • ครั้งแรกควรฉีดอายุ 9 – 26 ปี
  • ครั้งสองควรเว้นช่วงจากการฉีดจากครั้งแรก 1 – 2 เดือน
  • ครั้งที่สามควรเว้นช่วงจากการฉีดครั้งสอง 6 เดือน

หากเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วจะรักษาได้อย่างไรบ้าง

                มีด้วยกันทั้งหมด 4 วิธี

                1. ผ่าตัดนำเซลล์มะเร็งออก โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดปากมดลูก มดลูก ส่วนบนของช่องคลอด รวมไปถึงเนื้อเยื่อด้านข้าง และเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน และสำหรับคนที่ต้องการมีบุตรในอนาคตสามารถเลือกเก็บมดลูกไว้ได้

                2.การใช้รังสีสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามเฉพาะที่ แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาด้วยรังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด วิธีการรักษาอีกประเภทคือ การให้รังสีระยะใกล้ โดยแพทย์จะให้แร่ผ่านด้านในช่องคลอดเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

                3. การใช้เคมีบำบัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกลุกลามเฉพาะที่แพทย์จะใช้ควบคู่กับรังสีในการรักษา และสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่กระจายจะใช้เคมีบำบัดอย่างเดียว

                4. การรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน ใช้สำหรับผู้ป่วยระยะแพร่กระจายและสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาประเภทอื่น การรักษาประเภทนี้จะส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการกำจัดมะเร็ง แต่ก็มีข้อจำกัดในการรักษา

อาการของมะเร็งปากมดลูก

  • ภาวะมีเลือดออกผิดปกติที่ช่องคลอด เช่น มีเลือดออกช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีเลือดออกหลังจากหมดประจำเดือน
  • มีตกขาวผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่น มีเลือดปนออกมา
  • ปวดหน่วงท้องน้อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการเจ็บหลังมีเพศสัมพันธ์

สรุป

                มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ HPV ซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก การรักษามะเร็งปากมดลูกมี 4 วิธี คือ การผ่าตัด การใช้รังสี การใช้เคมีบำบัด และการรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ควรฉีดตั้งแต่อายุ 9 – 26 ปี

อาการ และความอันตรายของโรคหัวใจ ที่ควรรู้และเข้าใจ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง

โรคหัวใจ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย เนื่องจากคนมีพฤติกรรมเสี่ยงกันมากขึ้น ทั้งการรับประทานอาหาร การไม่ดูแลสุขภาพร่างกาย แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ เพราะอาการบางอย่างอาจจะคล้ายคลึงกับหลายโรค ดังนั้นเราจึงควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ รวมถึงการป้องกัน เพื่อสำรวจตัวเองว่ามีความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจหรือไม่ โดยอาการหลักๆ ของโรคหัวใจมีดังนี้

อาการของโรคหัวใจ

  • เจ็บหน้าอก แน่น หรือรู้สึกเหมือนถูกกดทับ (Angina)
  • หายใจติดขัด หายใจไม่สะดวก และไม่สดชื่น
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะทำเพียงกิจกรรมเบา ๆ
  • มือเท้าบวม อาจเป็นสัญญาณของหัวใจล้มเหลว
  • ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

วิธีรักษาโรคหัวใจ

การรักษาโรคหัวใจขึ้นอยู่กับประเภทของโรค และระดับความรุนแรง โดยมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้

การใช้ยา

  • ยาลดไขมัน (Statins) เพื่อลดคอเลสเตอรอล
  • ยาลดความดันโลหิต เช่น Beta-blockers, ACE inhibitors
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Aspirin, Warfarin
  • ยาขยายหลอดเลือด เช่น Nitroglycerin

การรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์

  • การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Angioplasty) – ใช้บอลลูนช่วยเปิดหลอดเลือดที่อุดตัน
  • การใส่ขดลวด (Stent Placement) – ใช้ขดลวดโลหะช่วยให้หลอดเลือดเปิดอยู่ตลอดเวลา
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass Surgery) – ใช้เส้นเลือดอื่นมาต่อแทนส่วนที่อุดตัน
  • การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) – สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • ควบคุมอาหาร ลดไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และโซเดียม
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
  • ลดความเครียด ฝึกสมาธิหรือโยคะ
  • เลิกบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์

สรุป

โรคหัวใจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ วิธีรักษามีทั้งการใช้ยา การทำหัตถการทางการแพทย์ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งการป้องกันเป็นแนวทางที่ดีที่สุด อย่างเช่น การเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และลดความเสี่ยงจากปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ในระดับหนึ่งค่ะ

การเลือกทานคอลลาเจนเสริมสร้างกระดูกที่ถูกต้อง

เมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลง และเริ่มมีปัญหาสุขภาพหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิวพรรณ ปัญหาข้อเข่า กระดูก รวมถึงปัญหาด้านอื่นๆ อีกเพียบ ดังนั้นจึงควรที่จะต้องดูแลตนเองให้ดี โดยเฉพาะผู้ที่อายุใกล้ขึ้นเลข 4 จะเริ่มมีปัญหากับข้อ และกระดูก ซึ่งถ้าเป็นเรื่องซ่อมแซม หรือเสริมสร้างกระดูกนั้นคอลลาเจนถือเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เพราะคอลลาเจนมีบทบาทในกระบวนการสร้างกระดูกใหม่และซ่อมแซมกระดูกที่เสื่อมสภาพ ช่วยให้กระดูกคงความแข็งแรงและสุขภาพดี ซึ่งตัวผลิตภัณฑ์คอลลาเจนเสริมสร้างกระดูกในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกเยอะมาก เพื่อให้ได้ตัวผลิตภัณฑ์คอลลาเจนเสริมสร้างกระดูกที่ดีที่สุด ก่อนซื้อควรพิจารณาดังนี้

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คอลลาเจนเพื่อเสริมสร้างกระดูกที่ดีที่สุดควรพิจารณาหลายปัจจัยดังต่อไปนี้ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

  1. ประเภทของคอลลาเจน มีหลายประเภทของคอลลาเจน (เช่น คอลลาเจนชนิด I, II, III) สำหรับการเสริมสร้างกระดูกและข้อต่อ คอลลาเจนชนิด I มักเป็นที่นิยมเนื่องจากมีมากที่สุดในกระดูกและผิวหนัง
  2. แหล่งที่มาของคอลลาเจน คอลลาเจนสามารถได้มาจากแหล่งต่างๆ เช่น วัว, หมู, หรือปลา คอลลาเจนจากปลามีขนาดเล็กดูดซึมง่าย
  3. ผ่านการรับรองคุณภาพ ควรหาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีการทดสอบ ปริมาณคอลลาเจนที่แท้จริงว่าตรงกับที่ระบุไว้ในพลิตภัณฑ์ไหม
  4. ส่วนผสมเสริม บางผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนผสมเสริมเพื่อช่วยในการดูดซึมคอลลาเจน หรือเสริมสร้างกระดูก เช่น อาจจะมีส่วนผสมของแคลเซียม,วิตามินซี และวิตามินดี เป็นต้น
  5. ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ อย่างเช่น ผู้ทีมีอาการแพ้อาหารทะเล ควรที่จะต้องหลีกเลี่ยงคอลลาเจนที่ทำมาจากปลา เป็นต้นค่ะ
  6. ดูรีวิวและอ่านคำแนะนำ ควรอ่านรีวิวจากผู้ใช้จริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เพื่อประเมินผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อ
  7. การให้สารอาหารอื่น หากคุณต้องการประโยชน์เพิ่มเติมที่นอกเหนือจากเรื่องกระดูกแล้ว อยากเน้นไปที่เรื่องอื่นอีก เช่น  การดูแลผิวพรรณหรือการบำรุงข้อต่อ คุณอาจต้องการพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีคอลลาเจนพร้อมกับสารอาหารอื่นๆ ที่มีส่วนช่วยในเรื่องนั้นๆ เพิ่มเติมเข้าไปด้วย

คอลลาเจนมีอยู่หลายชนิด แตกต่างกันที่ลักษณะของสายโปรตีน ตำแหน่งที่อยู่ในร่างกาย และคุณสมบัติในการดูดซึมเข้าร่างกาย สำหรับคอลลาเจนที่มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกได้นั้น จะต้องเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือคอลลาเจนไทป์ทู (Type II) ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่พบได้ในกระดูกอ่อน เช่น กระดูกหู กระดูกจมูก กระดูกหลอดลม กระดูกซี่โครง และกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ ควรกินคอลลาเจนเสริมสร้างกระดูกตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ของแต่ละยี่ห้อ เนื่องจากอาจมีสูตรที่แตกต่างกัน อย่างบางยี่ห้ออาจผสมวิตามินหรือสารบำรุงสุขภาพอื่น ๆ มาด้วย ดังนั้นวิธีการกินและปริมาณที่ควรกินอาจไม่เหมือนกันได้ค่ะ